เทศบาลตำบลงอบ

อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
ที่ตั้ง : 171 หมู่ที่ 5 บ้านงอบเหนือ ถนนทุ่งช้าง-เฉลิมพระเกียรติ ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน 55130

ประวัติตำบลงอบ

เทศบาลตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

ประวัติตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

แสนยาวิราช (ขุนงอบ อินทะรังษี) ผู้ปกครองเมืองงอบ ปี 2455 – 2475 ชื่อบ้านงอบนี้ ใครตั้งไม่ทราบประวัติ แต่สันนิษฐานว่าไม่ใช่หมายถึงหมวกตามที่พจนานุกรมกล่าวแน่นอน เพราะคำว่า “งอบ” นั้นเป็นภาษาไทยกลาง ชาวบ้านในท้องถิ่นไม่ได้เรียกว่างอบ แต่เรียกหมวกทีมีลักษณะดังกล่าวว่า “กุ๊บ” ผู้มีอายุในหมู่บ้านได้ให้ความเห็นว่า คำว่างอบ อาจเอาชื่อของหมู่บ้านเดิมที่อพยพมา หรืออาจแผลงมาจากคำว่า “ง่อม” ซึ่งแปลว่าเงียบเหงา ก็ได้ เพราะสมัยก่อนมีคนน้อย คงจะเงียบเหงา ก็เลยเรียกว่าหมู่บ้านง่อม

เมื่อนานเข้ามีผู้คนมากขึ้นไม่ง่อมเหมือนเมื่อก่อน ๆ แล้ว ก็เลยเปลี่ยนชื่อมาเป็นงอบ ซึ่งคล้ายกับชื่อเดิม หรือไม่ก็เพี้ยนมาเป็นงอบตามวิวัฒนาการทางภาษา
หมู่บ้านงอบ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ หมู่บ้านหนึ่ง สมัยก่อนเรียกติดปากกันว่า “เมืองงอบ” ประชาชนมีเชื้อสายไทลื้อ พูดภาษาไตลื้อกันทั่วทั้งหมู่บ้าน สมัยก่อนเป็นหมู่บ้านเดียวในอำเภอทุ่งช้างที่พูดภาษาไตลื้อ ปัจจุบันได้แยกไปอยู่ที่ หมู่ที่ ๔ (บ้านทุ่งสุน) อีก ๑ หมู่บ้านประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน อพยพมาจากที่ใดเมื่อไร นั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ได้แต่เล่าลือสืบต่อกันมาว่ามาจากสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ภาษาพูดคล้ายกับชาวยองในจังหวัดลำพูน ผู้สืบเชื้อสายไทลื้อในหมู่บ้านได้พยายามสืบค้นหาหลักฐาน เอกสาร ตำรา ร่องรอยหลายแห่งก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ ซึ่งมีผู้สืบค้นและเขียนประวัติของชนชาติไทลื้อไว้หลายเล่ม เช่น หนังสือ “ลื้อคนไทยในประเทศจีน” ได้กล่าวถึงตัวอักษรของชาวไทลื้อและวรรณคดีไทลื้อ สุภาษิตที่สำคัญ แบบแปลนบ้าน อาหาร เครื่องดึ่ม ความเป็นอยู่ในครอบครัว การตั้งชื่อเด็กหญิง,ชายตามลำดับขั้น การนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาผี ประเพณีลอยกระทง พิธีขึ้นบ้านใหม่ พิธีแต่งงาน การละเล่นในเทศกาลต่าง ๆ การเกี้ยวพาราสีระหว่างคนหนุ่มสาว การล่าสัตว์ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับชาวไทลื้อบ้านงอบ จะตรงกันเป็นส่วนใหญ่

นอกจากนี้ ในหนังสือ ชาติวงศ์วิทยา ว่าด้วยชนชาติเผ่าต่าง ๆ ในประเทศไทย ได้กล่าวถึงชนชาติเผ่าต่าง ๆ มีตอนหนึ่งกล่าวถึงไทลื้อว่า “ถิ่นฐานของพวกไทลื้อส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง แต่ก็มีมากที่อพยพมาอยู่ยังฝั่งไทย โดยเฉพาะในจังหวัดลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่และน่าน” ในหนังสือเรื่อง งานค้นคว้าเรื่องชนชาติไทย ของหลวงวิจิตรวาทการ มีการกล่าวถึงชาวไทลื้อมีใจความสำคัญคือ “ลื้อเป็นคนไทย มิใช่เป็นคนชาวป่าชาวดอย”
พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึงชาวไตลื้อ ไว้ในหนังสือ ไทย-จีน ว่า “ชาวไทลื้อ เป็นคนไทยที่รู้จักหนังสือ มีดินแดนดั้งเดิมอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งมีอาณาเขตอยู่ระหว่างพม่ากับอ่าวตังเกี๋ย การแบ่งแคว้นสองปันนาออกเป็นเมืองใหญ่ถึง ๒๘ เมือง”

นอกจากนี้ ในปริญญานิพนธ์เรื่อง “วรรณกรรมไทลื้อ” ของชำนาญ รอดเหตุภัย ได้เขียนประวัติการอพยพของชาวไตลื้อว่า “ ชาวไทลื้อมีภูมิลำนาอยู่แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน อพยพมาอยู่ในประเทศไทยหลายครั้ง สาเหตุการอพยพก็เพราะบางแห่งในถิ่นเดิมทุรกันดาร ไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน ถูกโจรปล้นสดมรบกวน ได้รับการกดขี่ข่มเหงจากชนชาติผู้ปกครองคือจีนฮ่อและพม่า จึงได้อพยพเข้ามาตอนเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงราย ไทลื้อบางพวกได้ถูกกวาดต้อนลงมาเนื่องจากราชวงศ์คำมั่นเมืองเชียงใหม่ พระยาอุปราชหมูล่าเมืองลำปาง ยกไปตีเมืองเชียงรุ้งของไทลื้อ ซึ่งตกอยู่ในอำนาจของพม่า ได้รบพุ่งกันหลายครั้ง ในที่สุด เจ้าเมืองเชียงรุ้งกับท้าวพระยาสิบสองปันนาก็ยอมอ่อนน้อมขอขึ้นอยู่กับพระราชอาณาจักรไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ (จ.ศ.๑๒๑๘) ไทยได้กวาดต้อนเอาครอบครัวไตลื้อจาก เมืองพง เมืองหย่วน เมืองล่า แห่งแคว้น สิบสองปันนา มาไว้ในเขตนครน่านประมาณ พันคนเศษ ”

สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เขียนบทความเรื่อง “คนไทยที่สิบสองปันนา” ในหนังสือ ข่าวครูไทยในโอกาสที่ได้รับเชิญไปแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย-จีนว่า “ชาวไตลื้อ นอกจากมีดินแดนกว้างใหญ่อยู่ที่ สิบสองปันนาแล้ว ยังกระเซ็นกระสายอพยพโยกย้ายและถูกกวาดต้อนมาเพราะการสงครามแต่ก่อน ลงมาอยู่ ที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ก็มี จังหวัดน่านก็มี ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าเคยถูกกวาดต้อนลงไปที่ภาคใต้ก็มี ทุกวันนี้ชาวไตลื้อในเขตสิบสองปันนาแม้จะอยู่ในดินแดนของจีน แต่ทางการของจีนก็ให้เป็นเขตปกครองตนเอง มีประธานคณะกรรมการเป็นชาวไตลื้อด้วยกัน”และในพงศาวดารเมืองน่าน ได้กล่าวถึงเรื่องเจ้าหลวงสุมนเทวราช ผู้ครองนครน่านยกทัพขึ้นไปตีสิบสองปันนาไว้ดังนี้

ตามตำนานที่กล่าวขานสืบต่อกันมาในบรรพบุรุษของหมู่บ้าน ประกอบกับหลักฐานงานเขียนที่ได้อ้างอิงมา ตลอดจนประเพณีวัฒนธรรมของหมู่บ้านในปัจจุบัน พอสรุปได้ว่า คงจะอพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนาค่อนข้างแน่นอน แต่จะมาในสมัยใด เมืองใด นั้นไม่อาจทราบได้ อาจมาในคราวที่เจ้าหลวงสุมนเทวราช ผู้ครองนครน่านยกทัพไปตีสิบสองปันนา และกลับมาถึงเมืองน่านในปี จุลศักราช ๑๑๗๕ ก็เป็นได้ เพราะปีจุล-ศักราช ๑๑๗๕ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๕๖ ในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และหลักฐานเท่าที่ปรากฏ มีครูบาอินต๊ะวิชัย เจ้าอาวาสวัดศรีดอนชัยองค์หนึ่ง เขียนไว้ในธรรมคัมภีร์ใบลาน เป็นภาษาพื้นเมืองล้านนาโบราณ ระบุปี จ.ศ. ๑๑๘๕ ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเจ้าหลวงสุมนเทวราชกวาดต้อนคนลื้อมาจากสิบสองปันนาได้ ๑๐ ปีพอดี ว่าท่านมาจากเมืองหลวงภูคา และบรรยายถึงวัดศรีดอนชัยไว้ส่วนหนึ่งว่า “เขียนแล้วปางอยู่เมตตาวัดศรีดอนชัยงอบนาล้อมแก้วกว้าง

ซึ่งขณะนี้คัมภีร์ยังเก็บรักษาไว้ที่วัดศรีดอนชัย ตำบลงอบ ก็คงเป็นหน้าที่ของลูก หลาน เหลนของชาวไตลื้อ “บ้านงอบ” ที่จะต้องช่วยกัน สืบค้นหา ที่มาของบรรพบุรุษต่อไป